จากกรณีศึกษาล่าสุดที่สร้างความฮือฮาในกลุ่มผู้ทำงานออฟฟิศคือ เรื่องราวของ ‘คุณมานะ พัฒนชัย’ พนักงานสายไอที วัย 35 ปี ที่เข้ารับการตรวจร่างกายประจำปีเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ พบว่าเขามีปัญหากล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ตึงตัวผิดปกติจนถึงขั้นส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นี่ไม่ใช่แค่ปวดเมื่อยธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณอันตรายจากร่างกายที่สะสมมานานหลายปีจากการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องโดยขาดการยืดเหยียดที่ถูกวิธี และสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนคือคุณหมอเจ้าของเคสได้ออกมาเปิดเผยวิธีการแก้ปัญหาของคุณมานะที่ใช้แค่ “การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเฉพาะจุด” เป็นหลัก โดยไม่พึ่งยา จนอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเวลาเพียงหนึ่งเดือน!
เรื่องราวของคุณมานะตอกย้ำให้เห็นว่า Office Syndrome ไม่ใช่แค่ความรู้สึกไม่สบายตัวชั่วคราวอีกต่อไป แต่สามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่คาดไม่ถึงได้ หากเราละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกายและไม่ปรับพฤติกรรม จุดที่น่าสนใจคือผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด ‘อาจารย์กานต์สินี จันทรุปม์’ จากสถาบันสุขภาพการเคลื่อนไหว (Movement Health Institute) ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาของคุณมานะคือตัวอย่างที่ชัดเจนของบุคคลที่มี ‘ความยืดหยุ่น’ ของกล้ามเนื้อต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ ‘การบาดเจ็บ’ ซ้ำๆ และเรื้อรัง ที่แม้แต่การออกกำลังกายบางประเภทอย่างโยคะก็ยังต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากร่างกายไม่พร้อม
ไม่ใช่เฉพาะคนทำงานออฟฟิศเท่านั้นที่ต้องให้ความสำคัญกับการยืดเหยียด แต่ยังรวมถึงนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการออกกำลังกาย การทำ ‘คูลดาวน์’ ด้วยการยืดเหยียดที่เหมาะสมจะช่วยลดการสะสมของกรดแลคติก และช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหลักการที่ ‘คุณมานะ’ ได้นำไปปรับใช้ภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัด โดยเริ่มจากการยืดเหยียดเบาๆ ก่อนและหลังมื้ออาหาร และทุกๆ 2 ชั่วโมงของการนั่งทำงาน
ประเด็นที่คนส่วนใหญ่มักสงสัยคือ เราควรยืดเหยียดก่อนหรือหลังออกกำลังกายกันแน่? ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำว่า การยืดเหยียดแบบ dynamic (เคลื่อนไหว) เหมาะสำหรับการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมใช้งานและเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหว ในขณะที่การยืดเหยียดแบบ static (ค้างไว้) จะเหมาะสมกว่าสำหรับการคูลดาวน์หลังออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และ ‘คุณมานะ’ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การเข้าใจหลักการนี้และนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอ สามารถสร้างความแตกต่างในสุขภาพได้อย่างมหาศาล
ดังนั้น สิ่งที่บทเรียนจาก ‘คุณมานะ’ สอนเราไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการแก้ปวด แต่เป็นเรื่องของ ‘ความสำคัญของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดอาการปวดเมื่อย’ ที่สามารถป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังในอนาคต เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ประเด็นเฉพาะบุคคล แต่เป็นสัญญาณเตือนสำหรับทุกคนที่ต้องการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในยุคที่ชีวิตต้องพึ่งพิงหน้าจอเป็นหลัก
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีของคุณมานะคือ การยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่หากละเลยไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนกว่าที่คิดมาก และจากผลสำรวจเบื้องต้น พบว่ามีผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายคุณมานะเพิ่มขึ้นถึง 20% ในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่คือประเด็นร้อนที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ ก่อนที่อาการปวดเมื่อยเล็กๆ จะลุกลามกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่แก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น และนี่คือสิ่งที่กำลังเป็นที่จับตามองว่า จะมีการรณรงค์หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงานครั้งใหญ่ในสังคมไทยหรือไม่ในอนาคตอันใกล้

